อาหารไก่พื้นบ้าน

%e0%b8%81%e0%b8%b8%e0%b9%8a%e0%b8%81%e0%b9%84%e0%b8%81%e0%b9%88

อาหารไก่พื้นบ้าน

ปกติแล้วการเลี้ยงไก่พื้นบ้านมักจะปล่อยให้ไก่หาอาหารกินเองตามมีตามเกิด หรือตามธรรมชาติ โดยที่ผู้เลี้ยงอาจมีการให้อาหารเพิ่มเติมบ้างในช่วงตอนเช้า หรือตอนเย็นอาหารที่ให้ก็เป็นพวกข้าวเปลือก ปลายข้าว หรือข้าวโพด เป็นต้น จากสภาพการเลี้ยงดูแบบนี้ทำให้ความสมบูรณ์ของไก่ผันแปรไปตามสภาพดินฟ้าอากาศ คือ ในช่วงฤดูฝน ไก่จะมีอาหารค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากได้รับทั้งเมล็ดวัชพืชและหนอนแมลงในปริมาณมาก ซึ่งอาหารทั้งสองชนิดนี้เป็นแหล่งของไวตามินและโปรตีนที่สำคัญ ตามธรรมชาติ ทำให้ไก่ในฤดูกาลนี้มีการเจริญเติบโตและความแข็งแรงมากกว่าไก่ในฤดูอื่น ๆ ส่วนในฤดูเก็บเกี่ยว และนวดข้าว ไก่ก็มีโอกาสที่จะได้รับเศษอาหารที่ตกหล่นมาก ทำให้ไก่มีสภาพร่างกายอ้วนท้วนสมบูณ์พอสมควร ส่วนในฤดูแล้งมักจะประสพปัญหาไก่ขาดแคลนอาหารตามธรรมชาติ

โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาเรื่องน้ำซึ่งมักจะขาดอยู่เสมอ จำเป็นต้องเตรียมไว้ให้ไก่ด้วย หลักในการให้อาหารไก่พื้นบ้านมีดังต่อไปนี้
-ควรซื้อหัวอาหารเพื่อเอามาผสมกับอาหารที่ผู้เลี้ยงมีอยู่เช่น ผสมกับปลายข้าว หรือรำเป็นต้น อาหารผสมนี้ใช้เลี้ยงไก่โดยเฉพาะอย่างยิ่งไก่เล็ก จะทำให้ไก่ที่เลี้ยงโตเร็วและแข็งแรง
-การใช้เศษอาหารมาเลี้ยงไก่ควรคำนึงถึงความสะอาดและสิ่งแปลกปลอมที่เป็นพิษต่อไก่ด้วย
-ถ้าเป็นไปได้ควรเสริมเปลือกหอยป่นในอาหารที่ให้ไก่กินจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องเปลือกไข่บางและปัญหาการจิกกินไข่ของแม่ไก่
-ควรนำหญ้าขนหรือพืชตระกูลถั่วบางชนิดเช่น ถั่วฮามาต้า ใบกระถิน หรือเศษใบพืชต่าง ๆ เช่น ใบปอ ใบมัน เป็นต้น นำมาสับให้ไก่กินจะทำให้ไก่ได้รับไวตามินและโปรตีนเพิ่มมากขึ้น
-การใช้แสงไฟล่อแมลงในตอนกลางคืน นำแมลงนั้นมาเป็นอาหารไก่จะทำให้ไก่ได้อาหารโปรตีนอีกทางหนึ่งนอกจากนี้ยังเป็นการช่วยทำลายแมลงศัตรูพืชอีกด้วย
-ควรมีภาชนะสำหรับใส่อาหารและน้ำโดยเฉพาะ โดยทำจากวัสดุต่าง ๆ ที่หาได้ เช่นยางรถยนต์ หรือไม้ไผ่ ภาชนะสำหรับให้น้ำและอาหารควรวางให้สูงระดับเดียวกับหลัง-ของตัวไก่และใส่อาหารเพียง 1 ใน 3 ก็พอเพื่อให้หกเรี่ยราด สำหรับน้ำนั้นควรใช้น้ำที่สะอาดให้ไก่ดื่มกินตลอดเวลา ส่วนอาหารอาจจะให้เฉพาะตอนเช้า และเย็นเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นให้ไก่หาอาหารกินเอง
-สำหรับอาหารลูกไก่ ควรเป็นอาหารที่ละเอียด ย่อยง่าย และให้ทีละน้อย ๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบการย่อยอาหารของลูกไก่ต้องทำงานหนักเกินไป
-ในช่วงการให้ไข่และฟักไข่ของแม่ไก่ ควรมีอาหารเสริมเป็นพิเศษสำหรับแม่ไก่ซึ่งจะช่วยให้แม่ไก่แข็งแรงไม่ทรุดโทรมเร็ว และไม่ต้องไปหากินไกล ๆ
-ในระยะการกกลูกไก่ในคอกนั้น จำเป็นต้องซื้ออาหารสูตรผสม (อาหารไก่เล็ก) ที่มีจำหน่ายตามท้องตลาดมาให้ลูกไก่กิน การให้อาหารพวกปลายข้าว
-ข้าวเปลือกหรือรำ เพียงอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือให้รวมกันจะไม่ได้ผล เพราะจะทำให้ลูกไก่แคระแกรน ไม่แข็งแรง และตายในที่สุด
-ดังนั้นจึงควรหาซื้ออาหารสูตรผสมที่มีโปรตีนเมื่อพ้นระยะการกกแล้วใน
-ช่วงเวลากลางวันก็สามารถปล่อยให้ไก่ออกหาอาหารตามธรรมชาติบ้าง ในช่วงก่อนค่ำก็ไล่ไก่เข้าคอกและควรให้อาหารสูตรสำเร็จเสริมให้ไก่ หรือจะให้เศษอาหารที่เหลือ หรือพวกปลายข้าว รำข้าว ก็ได้
-ในกรณีที่เลี้ยงไก่จำนวนมาก สิ่งหนึ่งที่ควรคำนึงถึงคือแหล่งอาหารตามธรรมชาติว่ามีเพียงพอต่อจำนวนไก่หรือไม่ ถ้าไม่เพียงพอก็ควรซื้ออาหารสูตรผสมให้กินเสริมด้วย มิเช่นนั้นจะพบว่าไก่ที่เลี้ยงจะผอม ไม่แข้งแรง และมักแสดงอาหารป่วยจนถึงตายในที่สุด

“น้องมุก” ลูก “นุ่น ดารัณ” สวมบท “มณีจันทร์” ในซีรีส์ตำนานสมเด็จพระนเรศวรฯ

แม้อายุอานามจะเพิ่ง 12 ปี แต่ มุก-ณปภัช ฐิตะกวิน ลูกสาวคนเล็กของ นุ่น-ดารัณ ฐิตะกวิน ก็ฉายแววเป็นลูกไม้ใต้ต้นจริงๆ เพราะนอกจากหน้าตาจะน่ารักน่าชัง ล่าสุดสาวน้อยยังโดดเข้าวงการบันเทิงมาประเดิมผลงานโทรทัศน์เรื่องแรกใน “ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เดอะซีรีส์ ภาคองค์ประกันหงสา” ทางช่อง MONO29 ในบทบาทของ “มณีจันทร์” (ช่วงวัยรุ่น) โดยมีคุณแม่คอยสนับสนุนและช่วยประกบเป็นติวเตอร์ให้ลูกสาว

โดยมุกว่า “เรื่องนี้มุกรับบทมณีจันทร์ค่ะ ยากมากค่ะ คาแร็กเตอร์จะออกห้าวๆ ไม่เรียบร้อยเท่าไหร่ค่ะ เพราะอยู่ในวัดต้องปลอมตัวเป็นผู้ชายใส่ผ้าโพกหัว เหมือนเป็นหัวโจกและก็มีกลุ่มเพื่อนๆ เป็นผู้ชายหมดเลยค่ะ ก็ต้องฝึกฝนทั้งเรื่องการแสดงและเรื่องฟันดาบด้วยค่ะ เหนื่อยเหมือนกันค่ะ แต่ก็ตั้งใจเต็มที่ค่ะ คุณชายอดัม (ม.ร.ว.เฉลิมชาตรี ยุคล) ใจดีมีแนะนำตลอดค่ะ เวลาที่เราทำพลาดหรือว่าไม่เข้าใจก็จะอธิบายที่มาที่ไปอย่างไร ส่วนคุณแม่ก็จะคอยสอนเรื่องการแสดง ว่าฉากนี้ต้องคิดอย่างไร เรื่องราวเป็นอย่างไร และก็มีดุบางครั้งที่หนูไม่เข้าใจเหมือนกันค่ะ (ยิ้ม) “

ด้านคุณแม่นุ่นก็เล่าวว่า “นุ่นเป็นคนใจร้อน กลัวลูกจะเล่นไม่ได้อย่างที่คุณชายตั้งใจ ก็จะค่อนข้างเข้มงวดเป็นพิเศษกับลูกถึงขั้นดุ แต่ก็จะพยายามอธิบายแบบไม่โมโห ลูกก็พร้อมจะป่วน (หัวเราะ) มีบางมุมที่มีเถียงกันบ้างค่ะ ซึ่งก็เป็นไปตามยุคสมัย แต่เราก็มีความยืดหยุ่นกับเขา ให้เขาเรียนรู้ด้วยตัวเองด้วยค่ะ ก่อนหน้านี้น้องมีเล่นละครเวทีเรื่อง “มอมเดอะมิวสิคัล” มาเรื่องนึงค่ะ แต่สำหรับงานละครทีวี เรื่องนี้เป็นเรื่องแรกของน้องค่ะ จริงๆ แล้วจับพลัดจับผลูนะ เป็นจังหวะที่คุณชายอดัมเห็นว่าน้องมุกเข้ากับบทนี้ แม่เองก็ไหนๆ จังหวะก็มาแล้วก็ลุยเลย เพราะว่าก่อนหน้านี้คุณแม่ก็เต็มใจยินดีสนับสนุนลูกทำกิจกรรมการแสดงที่โรงเรียนมาตลอดอยู่แล้ว ซึ่งก็ไม่ยาก แต่สิ่งที่ยากคือลูกเขายังเด็ก ก็เลยกังวล ยังไงก็ฝากผลงานการแสดงของน้องเรื่องนี้ด้วยนะคะ”

และก่อนตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช เดอะซีรีส์ จะลงจอทางช่อง MONO29 ทุกวันจันทร์-อังคาร เวลา 20.30-21.30 น. เริ่มวันจันทร์ที่ 9 มกราคม 2560 วันนี้ “มติชนออนไลน์” ก็ขอนำภาพของสาวมุกมาให้ชมกัน

สวย น่ารักแบบนี้ บอกเลยว่าอนาคตนางเอกดาวรุ่งไม่หนีไปไหนแน่นอนจ้า

ที่มา : มติชนออนไลน์

จระเข้คอติดห่วงยางรถอาการร่อแร่ เจ้าหน้าที่หมดปัญญาช่วย

%e0%b8%a3%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%a2

จระเข้คอติดห่วงยางรถอาการร่อแร่ เจ้าหน้าที่หมดปัญญาช่วย

จระเข้ยักษ์ในแม่น้ำปาลู อินโดนีเซีย คอติดห่วงยางรถนานหลายจนอาการร่อแร่ใกล้ตาย เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นหมดวิธีช่วย เนื่องจากขาดอุปกรณ์และผู้เชี่ยวชาญ

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อวันที่ 4 ธ.ค. ที่ผ่านมา ตามเวลาท้องถิ่น ที่เมืองปาลู (Palu) จังหวัดสุลาเวสีกลาง ประเทศอินโดนีเซีย มีชาวบ้านจำนวนไม่น้อยเข้าไปมุงดูจระเข้ใหญ่ตัวหนึ่ง ที่มีห่วงยางรถคล้องอยู่ที่คอด้วยสภาพอาการร่อแร่ เนื่องจากมันมียางรถติดอยู่ที่คอมาหลายเดือนแล้ว ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่ศูนย์อนุรักษ์ธรรมชาติท้องถิ่นจะพยายามเข้าไปช่วยเหลือเอาห่วงยางรถดังกล่าวออกให้ แต่ก็ไม่สำเร็จและหมดวิธีที่จะช่วย เพราะขาดอุปกรณ์และผู้เชี่ยวชาญ

สาบเสือ ใบสาบเสือ และสรรพคุณสาบเสือ

%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%9a%e0%b9%80%e0%b8%aa%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%aa%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%9e%e0%b8%84%e0%b8%b8%e0%b8%93%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%88%e0%b8%a3%e0%b8%b4%e0%b8%87%e0%b9%86%e0%b9%86

สาบเสือ ใบสาบเสือ และสรรพคุณสาบเสือ

สาบเสือเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกา ถูกนำเข้ามาสู่ประเทศอินเดียประมาณปี ค.ศ. 1840 จากนั้น จึงมีการแพร่กระจายสู่อ่าวเบงกอล พม่า และไทยตามมา ส่วนข้อสันนิษฐานหนึ่งจากสำนักงานนโยบาย และแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมที่กล่าวถึงการแพร่กระจายของสาบเสือว่า สาบเสือเริ่มเข้ามาสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงหลังสงครามครั้งที่ 1 (พ.ศ. 2457-2461) ที่อาจเกิดจากมีการปะปนของเมล็ดสาบเสือติดมากับเรือสินค้าจากหมู่เกาะเวสต์ อินดีส และแพร่เข้ามาสู่ภาคใต้ของประเทศไทยประมาณปี พ.ศ. 2483

ลักษณะทางพฤกษศาสตร์
ลำต้น
สาบเสือเป็นไม้ขนาดเล็ก แตกกิ่งก้านจำนวนมากตั้งแต่ระดับล่างของลำต้น ทำให้มองเห็นเป็นทรงพุ่มหนาทึบ และกิ่งมีลักษณะยาวมากกว่าลำต้น ตามลำต้น และกิ่งมีขนนุ่มปกคลุม ลำต้นสูงประมาณ 1-2 เมตร ทั้งลำต้น และกิ่งมีลักษณะค่อนข้างเป็นสี่เหลี่ยม ลำต้นเป็นไม้เนื้อแข็ง แต่ค่อนข้างเปราะ และหักง่าย เปลือกลำต้นมีสีขาวนวลแกมเขียว

ใบ
ใบสาบเสือ แตกออกบริเวณข้อกิ่ง ออกเป็นใบเดี่ยวตรงข้ามเป็นคู่ๆ ใบมีลักษณะเป็นรูปหอก ขอบใบหยักเป็นฟันเลื่อย ปลายใบแหลม โคนใบสอบเป็นรูปลิ่ม มีเส้นใบมองเห็นได้ชัดเจน ตัวใบด้านล่าง และด้านบนมีขนปกคลุม ใบมีสีเขียวสด ใบกว้าง 3-6 ซม. ยาว 5-10 ซม. ก้านใบยาวประมาณ 6 ซม.
ดอก
ดอกสาบเสือออกดอกเป็นช่อเป็นกระจุกคล้ายร่ม แทงออกบริเวณปลายยอด เป็นดอกสมบูรณ์เพศ มีเกสรตัวผู้ และเกสรตัวเมียในดอกเดียวกัน มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 3 มม. ดอกมีสีม่วงแกมน้ำเงินหรือสีม่วงอ่อน หากมองในระยะไกลจะออกสีขาว ช่อดอกย่อยมีดอกขนาดเล็ก 20-25 ดอก มีลักษณะรูปทรงกระบอกกึ่งรูประฆังคว่ำ ดอกมีชั้นใบประดับ 4-5 ชั้น ดอกวงนอกมีลักษณะเป็นเส้นสีขาว โคนกลีบดอกเชื่อมติดกันเป็นหลอด และตรงปลายจะแยกออกเป็น 5 กลีบ ดอกจะออกในช่วงเดือนกรกฎาคม-กันยายน